•  ประวัติหน่วย
•  ผู้บังคับบัญชา
•  ฝกพ.
•  ฝขว.
•  ฝยก.
•  ฝกบ.
•  ฝกง

 

 

•  ร.6
•  ร.6/1
•  ร.6/3
•  โครงการดงนาทาม
•  ศูนย์การเรียนรู้
  ค่ายลูกเสือ

 

 

ความรู้ทางวิชาการ
- การอ่านแผนที่เข็มทิศ
- แบบธรรมเนียมทหาร
- ตัวอย่างระเบียบงานสารบัญ
 

 

หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง

ตอนที่ 1

กล่าวทั่วไป

1. การปฏิบัติการทางทหาร

ก. การปฏิบัติการทางทหาร แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ 3 ประเภท คือ การรบ(Combat) การสนับสนุนการรบ (Combat Support)และการสนับสนุนการช่วยรบ(Combat Service Support)

ข. การรบ คือ การปฏิบัติการที่เป็นการเข้าต่อสู่กับข้าศึกโดยตรง ซึ่งจะดำเนินการโดย ทหารราบ ทหารม้า และกำลังรบพิเศษ

ค. การสนับสนุนการรบ คือ การปฏิบัติการที่กระทำเพื่อเพิ่มอำนาจกำลังรบให้มากยิ่งขึ้นซึ่งจะดำเนินการโดยทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง ทหารสื่อสาร หน่วยบินทหารบก และหน่วยทหารวิทยาศาสตร์

ง. การสนับสนุนการช่วยรบ คือ การปฏิบัติการที่กระทำเพื่อให้การรบ และการสนับสนุนการรบดำเนินการได้โดยต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาอันยาวนาน การสนับสนุนการช่วยรบมีกิจกรรมหลักอยู่ 3 กิจกรรม คือ การส่งกำลังบำรุง (Logistics) การกำลังพล(Personnel) และการกิจการพลเรือน (Civil affairs) นอกเหนือจากกิจกรรมหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการช่วยรบอีกหลายกิจกรรมได้แก่ การจัดดินแดน การจัดหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง การติดต่อสื่อสารสำหรับการช่วยรบ การวางแผนสำหรับการช่วยรบ ฯลฯ

2. การจัดดินแดน

ก. การจัดดินแดน หมายถึง การกำหนดพื้นที่รับผิดชอบเพื่อปฏิบัติการทางทหาร วัตถุประสงค์ของการจัดดินแดน ก็เพื่อแยกดินแดนออกว่า สนับสนุนการรบ หรือสนับสนุนทางการช่วยรบ การจัดดินแดนเป็นการมอบความรับผิดชอบให้หน่วยต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ทางการบังคับบัญชา การส่งกำลังบำรุง และการระวังป้องกันพื้นที่รับผิดชอบนั้น

ข. การจัดดินแดนยามปกติ เป็นการแบ่งมอบความรับผิดชอบพื้นที่ให้กับหน่วยรองตามลำดับ เพื่อเป็นเครื่องประกันการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพทางธุรการ และส่งกำลังบำรุงในอันที่จะสนับสนุนหน่วยรบได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ในยามปกติ กระทรวงกลาโหม ได้มอบความรับผิดชอบทางดินแดนให้แก่กองทัพบก ซึ่งกองทัพบก ได้แบ่งมอบพื้นที่ของประเทศให้อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาค มณฑลทหารบก และจังหวัดทหารบก

1) กองทัพภาค มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบกและหน่วยทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

2) มณฑลทหารบก มีหน้าที่บังคับบัญชา จังหวัดทหารบก และรับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ระเบียบวินัยทหารภายนอกหน่วย การระดมสรรพกำลัง การสัสดี การศาลทหาร การเรือนจำ การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร การอสังหาริมทรัพย์ และการสนับสนุนหน่วยทหารของกองทัพบกที่อยู่ในพื้นที่มณฑลทหารบกตลอดจน ปฏิบัติภารกิจทั้งปวงที่ได้รับมอบ นอกจากนั้น ยังมีอำนาจสั่งราชการแก่ทหาร และหน่วยทหารที่อยู่ในเขตพื้นที่มณฑลทหารบก ในกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฏหมายและระเบียบแบบธรรมเนียมทหารของกระทรวงกลาโหม

3) จังหวัดทหารบก มีหน้าที่เช่นเดียวกับมณฑลทหารบก ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตน

ค. การจัดดินแดนยามสงคราม เป็นการแบ่งมอบความรับผิดชอบพื้นที่ระหว่างหน่วยรบและหน่วยสนับสนุนการช่วย รบ เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดชอบพื้นที่สำหรับหน่วยรบให้เหลือน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ให้มีพื้นที่ดำเนินกลยุทธอย่างเพียงพอ และเป็นการมอบความรับผิดชอบในการระวังป้องกันเขตหลัง ให้กับหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ การจัดดินแดนยามสงคราม จะประกาศใช้พร้อมกับแผนป้องกันประเทศของกองทัพบก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะกำหนดดังนี้.-

1) เขตสงคราม หมายถึง พื้นที่ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องโดยตรงในการสงคราม เขตสงครามจะเล็กใหญ่ขึ้นกับขนาดของกรณีพิพาท

2) ยุทธบริเวณคือดินแดนส่วนหนึ่งของเขตสงครามที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการรบการสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนทางการช่วยรบ ซึ่งแบ่งออกเป็นเขตหน้าและเขตหลัง โดยเส้นแบ่งเขต เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะกำหนดพื้นที่ยุทธบริเวณขึ้น และจะแต่งตั้ง ผบ.ยุทธบริเวณ เพื่อรับผิดชอบในการปฏิบัติการยุทธ และการช่วยรบของหน่วยกำลังรบทุกเหล่าทัพทั่วยุทธบริเวณ

3) เขตหน้า คือ พื้นที่ส่วนหนึ่งของยุทธบริเวณ นับตั้งแต่แนวหน้าสุดของกำลังทหารฝ่ายเราที่เผชิญหน้าข้าศึก ลึกลงมาจนถึงเส้นเขตหลังของกองทัพน้อย หรือกองทัพภาค เป็นพื้นที่สำหรับหน่วยรบใช้ดำเนินกลยุทธ มีหน่วยสนับสนุนการรบ และหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบตามความจำเป็น

ในเขตหน้า จะมีพื้นที่สนับสนุนทางการช่วยรบ 2 พื้นที่ คือ พื้นที่สนับสนุนของกองพล(Division Support Area) และพื้นที่ส่วนหลังของกองทัพน้อย (Corps rear Area)

เส้น เขตหลังของกองพล กองทัพน้อย หรือกองทัพภาค จะกำหนดขึ้นให้ไกลไปข้างหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเป็นการลดความ รับผิดชอบเรื่องดินแดนของผู้บังคับบัญชาลงให้เหลือน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมีพื้นที่ดำเนินกลยุทธอย่างเพียงพอ

4) เขตหลัง คือ พื้นที่ยุทธบริเวณที่เหลือทั้งหมดนับจากเส้นเขตหลังของเขตหน้ามาจนถึงเส้นเขตหลังของเขตหลัง หรือของยุทธบริเวณ ประกอบด้วยเส้นทางคมนาคมที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุง กำลังกองหนุน และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้การสนับสนุนหน่วยในเขตหน้า บก.ยธบ.จะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมทางด้านยุทธการ ต่อหน่วยทุกหน่วยในยุทธบริเวณ

5)เส้นเขตหลัง คือ เส้นที่แบ่งความรับผิดชอบพื้นที่ระหว่างส่วนกำลังรบกับส่วนสนับสนุนทางการช่วยรบ

ก) หน่วยเหนือเป็นผู้กำหนดหรืออนุมัติเส้นเขตหลังของหน่วยรอง

(1) ผบ.ยุทธบริเวณ จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของเขตหน้า

(2) มทภ.หรือ มทน. จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของกองพล

(3) ผบ.พล. จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของกรม หรือกองพลน้อย หรือกรมผสม

ข) เส้นเขตหลัง เป็นเครื่องกำหนดความลึกของพื้นที่ที่จะมอบให้หน่วยใดหน่วยหนึ่งรับผิดชอบในการบริหารดินแดนนั้น ๆ

ค) ที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุงของหน่วยอื่น โดยเฉพาะหน่วยเหนืออาจเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของหน่วยที่ได้รับมอบความรับผิดชอบในดินแดนนั้นก็ได้

ง) ข้อพิจารณาในการกำหนดเส้นเขตหลัง

(1) กำหนดแล้วจะต้องมีพื้นที่เพียงพอแก่การดำเนินกลยุทธ และการจัดตั้งทางการช่วยรบต่าง ๆ

(2) กำหนด ณ แนวภูมิประเทศที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ง่าย เช่น แม่น้ำลำคลอง ถนน ทางรถไฟ ฯลฯ

(3) กำหนดให้สัมพันธ์กับข่ายคมนาคมที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนย้าย

(4) เมื่อรุกคืบหน้าไป ควรพิจารณาเส้นเขตหลังใหม่โดยเลื่อนไปข้างหน้าเพื่อปลดเปลื้องหน่วยให้พ้นจากความรับผิดชอบต่อดินแดนที่ไม่ต้องการ หรือเกินขีดความสามารถในการบริหารเสีย

(5) การกำหนดใหม่หรือการเคลื่อนย้ายเส้นเขตหลังไปข้างหน้าจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า และจะต้องจัดให้มีการลาดตระเวณร่วมกันก่อนที่จะโอนความรับผิดชอบ

6) เขตภายใน คือ พื้นที่ที่อยู่นอกเขตสงครามไม่กระทบกระเทือนจากการรบเป็นแหล่งทรัพยากร โรงงาน และแหล่งผลิตสำหรับเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติในยุทธบริเวณอย่างต่อเนื่อง

ประสิทธิภาพของอาวุธสมัยใหม่ ทำให้ไม่มีพื้นที่ที่เรียกเป็นเขตภายในคงมีแต่ลักษณะงานของเขตภายใน ซึ่งได้แก่พื้นที่เป็นแหล่งทรัพยากร โรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งผลิตต่าง ๆ

แม้ว่าในบางครั้งจะไม่สามารถแยกพื้นที่เขตภายในออกจากพื้นที่ยุทธบริเวณได้ก็ตาม แต่งานส่งกำลังบำรุงจำเป็นต้องแยกออกจากกัน เนื่องจากลักษณะ และขอบเขตแตกต่างกัน ไม่ว่าจะตั้งเขตภายในขึ้นหรือไม่ก็ตาม กรมฝ่ายยุทธบริการ จะต้องมีการเตรียมการให้สามารถเป็นฐานส่งกำลังบำรุงของ ทบ.และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของทบ.ได้อย่างต่อเนื่อง งานส่งกำลังบำรุงของเขตภายในจะมีความสำคัญอย่างที่สุดต่อการสนับสนุนหน่วยในยุทธบริเวณ หรือต่อความสำเร็จภารกิจของ ทบ.

3. การจัดหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบ

เหล่าทหารในกองทัพบก อาจแยกเป็นพวกได้ 2 พวก คือ

ก. เหล่าพลรบ หมายถึง เหล่าที่ทำการรบโดยตรง ได้แก่ ทหารราบ ทหารม้าและเหล่าสนับสนุนการรบ เช่น ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง เป็นต้น

ข. เหล่าบริการ หมายถึง เหล่าที่มีหน้าที่ทางการช่วยรบ แบ่งออกเป็น ยุทธบริการ Technical Services) และบริการอื่น ๆ (Other Services)

1) สายยุทธบริการ เป็นหน่วยหลักที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานส่งกำลังบำรุง สำหรับ ทบ.ไทย ตาม พ.ร.ก.การแบ่งส่วนราชการของ ทบ.ปี 2513 แบ่ง กรมฝ่ายยุทธบริการออกเป็น 9 สายงาน คือ พธ.ทบ. พบ. ขส.ทบ. สพ.ทบ. กช. ยย.ทบ. สส. กส.ทบ. และ วศ.ทบ.

2) บริการอื่น ๆ รับผิดชอบในการบริการที่เกี่ยวกับการช่วยรบ ได้แก่ กรมสารบรรณทหารบก กรมการสารวัตรทหารบก กรมสวัสดิการทหารบก กรมการกำลังสำรองทหารบกเป็นต้น

โดยทั่วไป กองร้อย เป็นหน่วยหลักในการจัดหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ ทั้งนี้เพราะ กองร้อยเป็นหน่วยที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีขีดความสามารถทางธุรการ และทางการส่งกำลังบำรุงประจำหน่วย ตามความจำเป็น กองร้อยเหล่านี้สามารถจัดส่วนต่าง ๆ ไปสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ได้ในห้วงเวลาอันสั้น หน่วยแยก และชุดปฏิบัติการต่าง ๆ มีขีดความสามารถพิเศษตามต้องการ และรับการสนับสนุนประจำหน่วยตามความจำเป็นจากหน่วยเหนือ ซึ่งหน่วยตนไปบรรจุ หรือไปขึ้นสมทบ หน่วยต่าง ๆ จะจัดตามงานในหน้าที่ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ใน เขตหน้าหรือเขตหลังก็ตาม หน่วยกองบังคับการ ทำหน้าที่เป็นส่วนบังคับบัญชา และควบคุมหน่วยที่บรรจุมอบและหน่วยสมทบต่าง ๆ ซึ่งได้กำหนดขึ้นตามจำนวนที่ต้องการ และตามขีดความสามารถ อันจำเป็นเพื่อสนองสถานการณ์ทางการยุทธให้ได้ดีที่สุด

4. การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ก. พื้นที่ส่วนหลัง หมายถึง พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ภายในพื้นที่บังคับบัญชา ซึ่งหน้าที่สนับสนุนทางการช่วยรบ ส่วนมากกระทำในพื้นที่นี้

ข. การพิทักษพื้นที่ส่วนหลัง หมายถึง มาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินการก่อนในระหว่างและภายหลังการถูกโจมตี หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลจากการกระทำของข้าศึก อุบัติเหตุอันรุนแรงหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนับเป็นการประกันความปลอดภัยให้กับหน่วยสนับสนุนการรบ และหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบในยุทธบริเวณให้พ้นจากการขัดขวางของข้าศึก การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังในยุทธบริเวณมีกิจกรรมหลักอยู่ 2 กิจกรรมคือ การปฏิบัติการรบในพื้นที่ส่วนหลัง และการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่

ค. การปฏิบัติการรบในพื้นที่ส่วนหลัง คือ การจัดกำลังเพื่อทำลายการโจมตีของข้าศึกเพื่อเป็นการลดความระส่ำระสายของการปฏิบัติการสนับสนุนทางการช่วยรบของฝ่ายเรา

แบบของกำลังที่ใช้ปฏิบัติการรบจัดได้ 3 แบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และขนาดของกำลังข้าศึก ได้แก่ กำลังป้องกันฐาน กำลัง สห.ที่รับผิดชอบในพื้นที่และกำลังรบทางยุทธวิธี ซึ่งสามารถจะใช้หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หรือรวมกำลังทั้ง 3 แบบเข้าทำการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังก็ได้

ง. การควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ ประกอบด้วยมาตรการควบคุม ซึ่งกระทำก่อนระหว่างหรือหลังการโจมตีของข้าศึก ด้วยกำลังรบในแบบ นิวเคลียร์ ชีวะ หรือเคมี ตลอดจนอุบัติเหตุขนาดใหญ่ หรือภัยพิบัติตามธรรมชาติ การดำเนินการใช้มาตรการควบคุมก็เพื่อจำกัดวามเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ ป้องกันชีวิตบุคคล เก็บกู้เครื่องมือ และฟื้นฟูขีดความสามารถของหน่วยให้กลับปฏิบัติหน้าที่ได้เร็วที่สุดเท่าที่ จะทำได้

ตอนที่ 2

การส่งกำลังบำรุง

1. กล่าวทั่วไป

คำว่า "Logistics" มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีก หมายถึง ศิลปการ คำนวณที่แยกมาต่างหากจากวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งชาวกรีกใช้ในทฤษฎีเกี่ยวกับจำนวนเลข ในวิชาทหารนั้น คำ ๆ นี้จะใช้เพื่อกำหนดหน้าที่ของฝ่ายเสนาธิการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายหน่วยทหาร การพักแรม และการส่งเสบียงอาหาร ทบ.สหรัฐ ฯ ได้นำคำนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 1944 และได้มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับความหมายของคำคำนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ก. ความหมายของการส่งกำลังบำรุง การส่งกำลังบำรุงเป็นงานสาขาหนึ่งของการช่วยรบ ซึ่งจะประกอบไปด้วยการวางแผน และการปฏิบัติการสนับสนุนหน่วยเกี่ยวกับงานการช่วยรบ รวมทั้งกิจกรรมทั้งปวงที่นอกเหนือไปจากการยุทธ อันได้แก่

1) การกำหนดนโยบาย การวางแผน การวิจัยและพัฒนาการ การทำงบประมาณในการส่งกำลังบำรุง

2) การออกแบบและพัฒนา การจัดหา การเก็บรักษา การแจกจ่าย การเคลื่อนย้าย การซ่อมบำรุง การส่งกลับและการจำหน่ายยุทโธปกรณ์

3) การเคลื่อนย้าย การส่งกลับ และการรักษาพยาบาลกำลังพล

4) การจัดหาหรือการก่อสร้าง การซ่อมแซม การดำเนินงานและการจัดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

5) การจัดหาหรือจัดให้มีบริการต่าง ๆ

ข. วัตถุประสงค์ของการส่งกำลังบำรุง

จาก ความหมายของการส่งกำลังบำรุง ในข้อ ก.จะเห็นว่า การส่งกำลังบำรุงนั้นมีความหมายมากมาย แต่ความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์นั้นมีเพียงการสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อให้ หน่วยรบสามารถทำการรบได้ชัยชนะในที่สุด หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การจัดสิ่งอุปกรณ์และบริการอย่างเพียงพอและทันเวลา ให้กับหน่วยรับการสนับสนุนตามที่หน่วยรับการสนับสนุนต้องการ

ค. ปัจจัยที่สำคัญในการส่งกำลังบำรุง

การที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะต้องมีการจัดงานส่งกำลังบำรุงที่ดีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การส่งกำลังบำรุง เป็นไปด้วยดีประกอบด้วย

1) คน 2) เงิน

3) สิ่งอุปกรณ์ 4) ระบบที่เหมาะสม

ง. ขอบเขตของงานการส่งกำลังบำรุง

จากวัตถุประสงค์ของการส่งกำลังบำรุง ดังกล่าวแล้ว จะพอสรุปให้เห็นภาพงานการส่งกำลังบำรุง ได้ดังนี้.-

1) การส่งกำลัง (SUPPLY)

2) การซ่อมบำรุง (MAINTENANCE)

3) การขนส่ง (TRANSPORTATION)

4) การบริการทางการแพทย์ (HEALTH SERVICE SUPPORT)

5) การบริการอื่น ๆ (OTHER SERVICE)

2. การกำหนดภารกิจ นโยบาย แนวความคิด และความรับผิดชอบในการส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก ยืดถือปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพบก ที่ ôø÷/òõôó ŧ ó µ.¤. òõôó

3. ระบบการส่งกำลังบำรุงของ ทบ.ไทย

ก. หลักการจัดตั้งระบบส่งกำลังบำรุงในยุทธบริเวณ

1) กำหนดระดับสะสม สป.ไว้ให้น้อยที่สุด

2) ใช้การขนย้ายทางอากาศให้น้อยที่สุด

3) จัดให้มีการควบคุมการดำเนินงานอย่างเข้มงวด

4) ให้มีการยกขนหรือเคลื่อนย้าย สป.ให้น้อยครั้งที่สุด

5) ให้มีที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุงน้อยที่สุด

6) กระจายที่ตั้ง และ หน่วยส่งกำลังบำรุง ออกไปให้มากที่สุด เท่าที่จะไม่เป็นอุปสรรค ต่อการควบคุมและการระวังป้องกัน

7) ใช้สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งอุปกรณ์ และสาธารณูปโภคที่มีอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้ กำลังพล พลเรือน และเชลยศึก ให้มากที่สุด

8) ประหยัดทรัพยากรให้มากที่สุด

9) ให้เส้นทางสำรองต่าง ๆ ให้มากที่สุด

10) ใช้ชุดซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ให้มากที่สุด

ข. การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงในการรบ

การรบในปัจจุบัน สถานการณ์ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เนื่องจากหน่วยปฏิบัติมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูงขึ้น รวมทั้งอาวุธสนับสนุนต่าง ๆ ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย ดังนั้น การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุง ในแต่ละภารกิจทางยุทธวิธีจำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ดังนี้.-

1) ใช้เครื่องมือขนส่งแบบรวมการให้มากที่สุด เช่น รวมเครื่องมือขนส่งในเขตหน้าและเขตหลังเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายภารกิจใดภารกิจหนึ่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

2) ลดการแบ่งมอบสป. ของบางหน่วยลง เพื่อเตรียมระดับสะสมไว้สนับสนุนหน่วยที่ติดพันภารกิจสำคัญ เพื่อประกันความเพียงพอและต่อเนื่อง

3) โยกย้ายหน่วยส่งกำลังบำรุงจากด้านที่สำคัญน้อยกว่าไปสนับสนุนด้านที่สำคัญ

และเร่งด่วนสูงกว่า

4) จัดวาง สป.ไว้ ณ ลำบลที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนของหน่วยแยก หรือหน่วยที่กำลังถอนตัว

5) การจัดระเบียบและควบคุมการเคลื่อนย้าย สป.และหน่วยทหาร เพื่อการข้ามเครื่องกีดขวาง หรือช่องทางบังคับที่สำคัญ ๆ

6) เพิ่มระดับการระวังป้องกันที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุง และเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ

7) จัดทำ สป.ให้มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่เช่นแยกประเภทบรรจุหีบห่อกองไว้เป็นสัดส่วน หรือบรรทุกไว้ เพื่อให้สามารถสนับสนุนหรือเคลื่อนย้ายไปได้โดยไม่ชักช้า

8) นำ สป.เช่น ยานพาหนะ จากหน่วยที่หมดประสิทธิภาพในการรบแล้วมาไว้ในสายงานส่งกำลังบำรุง เพื่อใช้ในการแจกจ่าย หรือทดแทนให้หน่วยอื่น รวมทั้งนำ สป.ที่ได้านการชำระล้างพิษจากการรบมาแล้ว ไว้ในสายงานการส่งกำลังบำรุง เพื่อแจกจ่ายต่อไป

9) จัดหา สป.ในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารทำได้

10) กำหนดความเร่งด่วนในการสนับสนุนทางด้านการขนส่ง

ค. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบก

หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบก ได้แก่ กรมฝ่ายเสนาธิการ กรมฝ่ายยุทธบริการ และกรมฝ่ายกิจการพิเศษบางหน่วย

1) กรมฝ่ายเสนาธิการ

ก) กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก มีหน้าที่

(1) วางแผน อำนวยการ กำหนดนโยบาย โครงการและงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุง

(2) กำหนดนโยบาย ประสานงาน และกำกับการเกี่ยวกับความต้องการ การจัดหา สิ่งอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์

(3) ควบคุม และกำกับการเกี่ยวกับการเก็บรักษา การแจกจ่าย จำหน่าย การรักษาพยาบาล การส่งกลับ การขนส่ง และบริการทางการส่งกำลังบำรุง

(4) จัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

(5) ประสานงาน ควบคุม และกำกับดูแลฝ่ายยุทธบริการในการกำหนดภารกิจ การจัดระเบียบปฏิบัติ การดำเนินการกำลังพลการฝึกศึกษาวิชาการส่งกำลังบำรุงการงบประมาณ การวิจัยและพัฒนาการรวมทั้งกำหนดนโยบายเกี่ยวกับธุรการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ข) กรมข่าวทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุงในเรื่องการกำหนดความต้องการและควบคุมการแจกจ่ายแผนที่ทหาร และภาพถ่ายทางอากาศ

2) กรมฝ่ายยุทธบริการ

กรมฝ่ายยุทธบริการ ของกองทัพบก มี 9 สาย คือ กรมสรรพาวุธทหารบก กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก กรมการทหารสื่อสาร กรมแพทย์ทหารบก กรมพลาธิการทหารบกกรมการทหารช่าง กรมยุทธโยธาทหารบก กรมการขนส่งทหารบก กรมการสัตว์ทหารบก กรมฝ่ายยุทธบริการทั้ง 9 สายมีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน แนะนำ กำกับการ ดำเนินการ วิจัยและพัฒนา เกี่ยวกับการผลิต จัดหา ส่งกำลัง ซ่อมบำรุงและบริการเกี่ยวกับกิจการและสิ่งอุปกรณ์ในความรับผิดชอบของตน

3) กรมฝ่ายกิจการพิเศษ

กรมฝ่ายกิจการพิเศษที่เกี่ยวข้องกับกิจการส่งกำลังบำรุง ได้แก่ กรมสารบรรณทหารบก กรมสวัสดิการทหารบก กรมการกำลังสำรองทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก

ก) กรมสารบรรณทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุง คือ การจัดหาและการแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ที่กองทัพบกกำหนด

ข) การสวัสดิการทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุง คือ การจัดหาและแจกจ่ายเครื่องกีฬา และเครื่องประกอบการเล่นกีฬา เครื่องดนตรีและเครื่องประกอบการเล่นคนตรี

ค) กรมการกำลังสำรองทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุง คือ รับผิดชอบแบบพิมพ์ หนังสือสำคัญทหารกองหนุนปรำเภท 1 (แบบ สด.8) ใบสำคัญทหารกองเกิน (แบบ สด.9) และใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด.43)

ง) กรมยุทธศึกษาทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุง คือ การกำหนดความต้องการ การจัดหา การผลิต การแจกจ่าย เอกสาร ตำรา และคู่มือการฝึกของกองทัพบก ตลอดจนกิจการคลังตำรา

ง. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบกในยามสงคราม

1) เมื่อได้มีการจัดตั้งยุทธบริเวณ กำหนดเขตหน้าและเขตหลังขึ้น กองทัพบกจะจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกสนาม (ทบ.สนาม) เพื่อควบคุมบังคับบัญชากำลังกองทัพบกทั้งสิ้นที่ปฏิบัติการอยู่ในยุทธบริเวณโดยมีแม่ทัพกองทัพบกสนามเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการยุทธบริเวณ

2) กองบัญชาการกองทัพบกสนาม ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ ดังนี้.-

ก) กองบัญชาการ

ข) กองทัพภาค (กองทัพน้อย)

ค) กองบัญชาการส่งกำลังบำรุงกองทัพบก (บช.กบ.ทบ.)

ง) หน่วยทหารอื่น ๆ ตามความจำเป็น

3) กองบัญชาการส่งกำลังบำรุงกองทัพบก (บช.กบ.ทบ.) รับผิดชอบในการสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงให้แก่หน่วยทหารของกองทัพบกทั้งสิ้นที่อยู่ในยุทธบริเวณ

จ. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพภาค

หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพภาคได้แก่ กองบัญชาการช่วยรบ มณฑลทหารบก และจังหวัดทหารบก

1) กองบัญชาการช่วยรบ ทำหน้าที่สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงแก่หน่วยในอัตราของกองทัพภาค รวมทั้งหน่วยที่บรรจุมอบหรือขึ้นสมทบและหน่วยอื่น ๆ ตามที่ ทบ.กำหนด

2) มณฑลทหารบกและจังหวัดทหารบก รับผิดชอบในการสนับสนุนทางการส่งกำลังให้แก่ตนเองและแก่หน่วยทหารในพื้นที่รับผิดชอบ ในเรื่องการเคลื่อนย้ายและการขนส่ง สิ่งอุปกรณ์ การดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน การก่อสร้าง การซ่อมแซม ตกแต่งอาคารสถานที่ การติดตั้งและซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวก การรักษาพยาบาลและการส่งกลับ และเป็นตำบลส่งกำลังของกองบัญชาการช่วยรบ

ฉ. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองพล

ในระดับกองพล จะมีการจัดหน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงเป็น 2 แบบคือ

1) แบบสายยุทธบริการ กองพลมาตรฐาน หรือกองพลทั่ว ๆ ไป จะมีการจัดในลักษณะนี้คือมีหน่วยของสายยุทธบริการ 5 สายได้แก่ กอง สพบ. กอง พธ. พัน ส. พัน ช. และ พัน สร. ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงสิ่งอุปกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน

2) แบบกรมสนับสนุน กองพลทหารราบเบา (พล.ร.9) จะมีกรมสนับสนุนเป็นหน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุง การจัดหน่วยของกรม สน.จะจัดตามลักษณะงาน

ช. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในหน่วยระดับต่ำกว่ากองพลลงมา

ในระดับต่ำกว่ากองพลลงมา จะไม่มีการจัดหน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงแยกให้เห็นอย่างเด่นชัด หน่วย และ เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงจะปะปนอยู่กับหน่วยกำลังรบ เช่น มว.สื่อสาร หมู่กระสุน หมู่เสนารักษ์ นายทหารส่งกำลัง นายสิบสูทกรรม เป็นต้น

ตอนที่ 3

การส่งกำลัง

1. กล่าวทั่วไป

ก. การส่งกำลัง หมายถึง การปฏิบัติการในเรื่อง ความต้องการ การจัดหา การแจกจ่าย และการจำหน่ายสิ่งอุปกรณ์ รวมทั้งการควบคุมการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว

ข. วงรอบการส่งกำลัง หมายถึง การปฏิบัติการต่อสิ่งอุปกรณ์ตามลำดับขั้นตอน คือ การกำหนดความต้องการ การจัดหา การแจกจ่าย การซ่อมบำรุง และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตามวงรอบทั้ง 5 งานนี้ จะต้องมีการควบคุมทุกขั้นตอนการปฏิบัติ

ความต้องการ

การจำหน่าย การจัดหา

การควบคุม

การซ่อมบำรุง การแจกจ่าย

จากภาพวงรอบการส่งกำลัง(หรือวงจรชีวิตของสิ่งอุปกรณ์)จะหมุนไปเป็นลำดับ จากความต้องการ การจัดหา การแจกจ่าย การซ่อมบำรุง การจำหน่าย ไม่มีการหมุนย้อนกลับทาง ส่วนการควบคุมนั้นอยู่ตรงกลาง คือ ควบคุมทุกขั้นตอนของวงรอบ

วงรอบการส่งกำลังดังกล่าว จะเริ่มต้น ณ จุดใดก็ได้ แต่โดยธรรมดาแล้วความต้องการมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งกำลัง ความต้องการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความขาดแคลน

ความขาดแคลนในที่นี้หมายถึง ไม่มีหรือมีไม่พอ เมื่อเกิดความขาดแคลนก็จะต้องมีการกำหนดความต้องการ หรือคำนวณความต้องการเพื่อการจัดหา เมื่อจัดหาเสร็จแล้วสิ่งอุปกรณ์ก็จะเข้ามาสู่ระบบการแจกจ่าย คำว่า "การแจกจ่าย" หมายถึง การรับ การเก็บรักษา การจ่าย และการขนสิ่งอุปกรณ์ ดังนั้น หลังจากการจัดหาก็จะมีการรับสิ่งอุปกรณ์เข้ามาเก็บรักษาในคลังแล้วก็จ่ายให้ แก่หน่วยใช้ การที่สิ่งอุปกรณ์จะไปถึงหน่วยใช้ได้ ก็จะต้องมีการขนสิ่งอุปกรณ์ เมื่อสิ่งอุปกรณ์เข้าไปอยู่ในครอบครองของหน่วยใช้ ก็จะต้องมีการซ่อมบำรุง ความหมายของคำว่า "การซ่อมบำรุง" นั้น มีความหมายเป็นสองนัย กล่าวคือ นัยแรก เป็นการปรนนิบัติบำรุงสิ่งอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ไม่ชำรุด นัยที่สอง เมื่อสิ่งอุปกรณ์ชำรุดก็ต้อง่ทำให้ กลับคืนสู่สภาพที่ใช้การได้ ถ้าทำให้คืนสู่สภาพเดิมไม่ได้ ก็ต้องขจัดออกไปจากระบบนั่นคือการ จำหน่าย เมื่อมีการจำหน่ายก็จะทำให้เกิดความขาดแคลนขึ้นอีกหมุนเป็นวงรอบเช่นนี้ตลอด ไป

2. ความต้องการ

ก. ความต้องการ หมายถึง การกำหนดหรือการเสนอ หรือคำขอในเรื่องสิ่งอุปกรณ์ตามจำนวนและในเวลาที่บ่งไว้ หรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งความต้องการนี้แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ ความต้องการขั้นต้น ความต้องการทดแทน ความต้องการเพื่อรักษาระดับส่งกำลัง และความต้องการตามโครงการ

ข. ความต้องการขั้นต้น ได้แก่ ความต้องการสิ่งอุปกรณ์ที่ทหารหรือหน่วยต้องการมีไว้เพื่อการปฏิบัติภารกิจของตน ซึ่งสิ่งอุปกรณ์นั้น ๆ ยังไม่เคยได้รับมาก่อน และเป็นความต้องการสิ่งอุปกรณ์ในกรณีดังต่อไปนี้

1) การรับทหารเข้าประจำการใหม่

2) การจัดตั้งหน่วยใหม่

3) การกำหนดมาตรฐานสิ่งอุปกรณ์ใหม่

4) การเพิ่มจำนวน และรายการเนื่องจากการแก้อัตรา

5) รายการที่ได้รับอนุมัติให้จ่ายครั้งแรกแก่หน่วยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติอัตรา

6) รายการที่ได้รับอนุมัติให้จ่ายครั้งแรก ซึ่งเกินจำนวนจากอัตรา

7) การอนุมัติจ่ายสิ่งอุปกรณ์ใหม่ เพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์เดิมที่ยังใช้ราชการได้ซึ่งได้รับคืนจากหน่วยทหาร

8) การจ่ายครั้งแรกให้แก่หน่วยนอกกองทัพบกตามคำสั่งกองทัพบก

ค. ความต้องการทดแทน ได้แก่ ความต้องการเพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์ที่หน่วยใช้เคยได้รับมาแล้ว และเป็นความต้องการสิ่งอุปกรณ์ในกรณีดังต่อไปนี้

1) เพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์ที่หมดเปลืองไปหรือชำรุด เนื่องจากการใช้และรวมทั้งชิ้นส่วนซ่อมที่ชำรุดด้วย

2)เพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์ที่ถูกละทิ้งทำลายข้าศึกทำให้เสียหายโจรกรรมหรือเสียหายโดยเหตุอื่น

3) เพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์ที่อยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุงโดยใช้ สิ่งอุปกรณ์สำรอง

เพื่อการซ่อมบำรุง

ง. ความต้องการเพื่อรักษาระดับส่งกำลัง ได้แก่ ความต้องการสิ่งอุปกรณ์ที่หน่วยส่งกำลังต้องการเพิ่มเติมให้เต็มระดับส่งกำลัง คือ

1) ระดับปลอดภัย

2) ระดับปฏิบัติการหรือวงรอบการจัดหา

3) เวลาในการเบิกและจัดส่งหรือเวลาล่วงหน้าในการจัดหา

จ. ความต้องการตามโครงการ หมายถึง ความต้องการสิ่งอุปกรณ์ที่นอกเหนือไปจากความต้องการตามปกติ เพื่อสนับสนุนโครงการ หรือ การปฏิบัติการพิเศษตามแผน และวัตถุประสงค์ของกองทัพบก เช่น สิ่งอุปกรณ์ประเภท 4 โครงการจัดตั้งหน่วยใหม่ และโครงการระดมสรรพกำลัง เป็นต้น

ฉ. การเสนอความต้องการ

1) สิ่งอุปกรณ์ตามอัตรา ตามระดับส่งกำลัง หรือตามโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วกรมฝ่ายยุทธบริการหรือกรมฝ่ายกิจการพิเศษที่รับผิดชอบเป็นผู้รวบรวมความต้องการสิ่งอุปกรณ์เสนอไปยังกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ตามที่กองทัพบกกำหนด

2) สิ่งอุปกรณ์นอกเหนือจากที่กล่าวแล้วในข้อ 1 หน่วยใช้เสนอความต้องการไปตามสายการส่งกำลัง จนถึงกรมฝ่ายยุทธบริการหรือกรมฝ่ายกิจการพิเศษที่รับผิดชอบ กรมฝ่ายยุทธบริการหรือกรมฝ่ายกิจการพิเศษ รวบรวมความต้องการแล้วเสนอไปยัง กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ตามที่กองทัพบกกำหนด

ช. ขั้นตอนการจัดทำบัญชีความต้องการและแผนจัดหาประจำปี

กรมฝ่ายยุทธบริการ และ กรมฝ่ายกิจการพิเศษ ที่รับผิดชอบ เป็นผู้เสนอความต้องการสิ่งอุปกรณ์รายการต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยการคำนวณความต้องการต่าง ๆ แล้วทำบัญชีความต้องการตามแบบที่ ทบ.กำหนด โดยจัดแยกความต้องการที่คำนวณได้เข้าไว้เป็นงานตามบัญชีความต้องการที่ ทบ.กำหนด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 6 งาน คือ งานวิจัยพัฒนาและทดสอบ งานจัดหา สป.เพื่อแจกจ่าย งานเก็บรักษาและแจกจ่าย งานซ่อมบำรุง/งานผลิต และงานบริการอื่น ๆ เมื่อจัดความต้องการที่คำนวณได้เข้าไปในงานต่าง ๆ แล้ว ขั้นต่อไปจะต้องพิจารณาความเร่งด่วนของความต้องการ เพื่อสะดวกต่อการพิจารณาจัดสรรงบประมาณของคณะอนุกรรมการ จสง.ทบ.โดยแบ่งความต้องการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง เป็นความต้องการภายในวงเงินที่คาดว่าจะได้รับการจัดสรร โดยถือวงเงินที่ได้รับในปีที่ผ่านมาเป็นหลัก ส่วนที่เกินกว่าวงเงินที่คาดว่า จะได้รับการจัดสรรไว้ใน ส่วนที่ 2 หลักการพิจารณาความเร่งด่วน ให้ถือว่าความต้องการในการทรงชีพเป็นความเร่งด่วนอันดับหนึ่ง และความต้องการทดแทน ย่อมมีความเร่งด่วนสูงกว่าการจัดหาใหม่

เมื่อกรมฝ่ายยุทธบริการ และกรมฝ่ายกิจการพิเศษ ที่รับผิดชอบทำบัญชีความต้องการเสร็จแล้ว ก็จะเสนอบัญชีความต้องการให้ กบ.ทบ.ตรวจสอบ ซึ่ง กบ.ทบ.จะตรวจสอบในเรื่องต่อไปนี้.-

1) การคำนวณความต้องการต่าง ๆ ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

2) การจัดลำดับความเร่งด่วนของความต้องการ เหมาะสมหรือไม่

3) ราคาหน่วยละเหมาะสมหรือไม่ และราคารวมถูกต้องหรือไม่

4) หลักการจัดหาถูกต้องหรือไม่

5) หมวดเงินงบประเภทเงินถูกต้องหรือไม่

ในการเสนอความต้องการไปให้ กบ.ทบ.ตรวจสอบนี้ จะต้องเสนอข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณความต้องการไปให้ กบ.ทบ.พิจารณาด้วย และในการตรวจสอบ กบ.ทบ.อาจเชิญผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องไปร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งกรมฝ่ายยุทธบริการจะต้องเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมที่จะชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ กบ.ทบ.และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องได้เมื่อต้องการ

เมื่อ กบ.ทบ.ตรวจสอบความต้องการของกรมฝ่ายยุทธบริการเสร็จแล้ว และ กรมฝ่ายยุทธบริการ ได้จัดการแก้ไขให้เป็นไปตามผลการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว กบ.ทบ. จะสรุปเรื่องนำเรียน ผบ.ทบ.เพื่อขออนุมัติให้ใช้ความต้องการ เมื่อ ผบ.ทบ.อนุมัติแล้ว กบ.ทบ.จะสำเนาแจกจ่ายให้คณะกรรมการ จสง.ทบ.เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ต่อไป

คณะอนุกรรมการจัดสรรงบประมาณ ทบ.จะประชุมพิจารณาจัดสรร ฯ ปีละครั้งก่อนถึงปีงบประมาณ เมื่อพิจารณาเสร็จคณะอนุกรรมการฯ จะสรุปนำเรียน ผบ.ทบ.ขออนุมัติจัดสรรงบประมาณให้หน่วยต่าง ๆ ตามที่ได้ประชุมพิจารณามาแล้ว เมื่อ ผบ.ทบ.อนุมัติการ จสง.ของคณะอนุกรรมการฯ แล้ว กรมฝ่ายยุทธบริการ ก็จะทำแผนจัดหาตามผลการจัดสรรงบประมาณ เสนอไปยัง กบ.ทบ. เพื่อขออนุมัติแผนจัดหาไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินการจัดหาต่อไป เมื่อผบ.ทบ.อนุมัติแผนจัดหาแล้ว กบ.ทบ.ก็จะสำเนาแผนจัดหาแจกจ่ายให้หน่วยเกี่ยวข้องทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. การจัดหา

ก. การจัดหา หรือกรรมวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูกต้องตามกฏหมาย

ข. งานของการจัดหา ในการดำเนินกรรมวิธีเพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการ มีงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

1) การกำหนดแบบสิ่งอุปกรณ์

2) การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะสิ่งอุปกรณ์

3) การกำหนดมาตรฐานสิ่งอุปกรณ์

4) การกำหนดราคากลาง

5) การกำหนดแบบสัญญา

6) การทำสัญญา

7) เงื่อนไขเกี่ยวกับการสงวนสิทธิ์ต่าง ๆ

8) การปฏิบัติตามสัญญา

9) การแก้ไขสัญญา

10) การตรวจรับสิ่งอุปกรณ์

11) ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเงิน

12) ข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา

ค. แหล่งทรัพยากรในการจัดหา ได้แก่

1) ภายในยุทธบริเวณ

2) เขตภายใน

3) จากยุทธบริเวณอื่น

4) ประเทศพันธมิตร

ทางได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการภายในยุทธบริเวณจะสามารถกระทำได้โดยการจัดหาในท้องถิ่น การซ่อมคืนสภาพ/การเก็บซ่อม และจากยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้

ง. ทางได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการของ ทบ.ไทย

1) การจัดหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535

ก) การซื้อหรือการจ้าง กระทำได้ 5 วิธีคือ วิธีตกลงราคา วิธีสอบราคา วิธีประกวดราคา วิธีพิเศษ วิธีกรณีพิเศษ

ข) การแลกเปลี่ยน

ค) การเช่า

ง) การจัดทำเอง

2) การเกณฑ์ โดยปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติการเกณฑ์ช่วยราชการทหาร พ.ศ.2530

3) การยึด โดยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พ.ศ.2457

4) การบริจาค

5) การรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

6) การจ้างและซื้อสำหรับงานวิจัยและพัฒนา และผลิตอาวุธโดยวิธีการพิเศษ

7) การจัดซื้อด้วยงบเงินกู้

8) การจัดซื้อด้วยระบบ FMS.

9) การจัดซื้อจากต่างประเทศในระบบรัฐต่อรัฐ

10) การเบิก การยืม และการโอน

4. การแจกจ่าย

ก. การแจกจ่าย หมายถึง การรับ การเก็บรักษา การจ่าย และการขนสิ่งอุปกรณ์ หรือการแจกจ่าย คือ การดำเนินกรรมวิธีต่อสิ่งอุปกรณ์ที่ได้มาจนกระทั่งสิ่งอุปกรณ์นั้นถึงมือ ผู้ใช้ หรือหน่วยใช้

ข. หลักมูลฐานของการแจกจ่าย

1) ระบบการแจกจ่ายต้องอ่อนตัวได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

2) สิ่งอุปกรณ์ต้องมีอยู่ในครอบครองอย่างเพียงพอที่จะทดแทนการใช้สิ้นเปลืองในแต่ละวัน ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการในวันต่อไป

3) สิ่งอุปกรณ์ควรจะจัดวางไว้ ณ ตำบลซึ่งจะลดความล่าช้าลงได้ในเมื่อเผชิญกับความต้องการที่จะแจกจ่าย

4) ระบบการแจกจ่ายต้องทำให้การใช้การขนส่งที่มีอยู่บังเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและจะต้องขจัดการขนส่งอันไม่จำเป็นและการยกขนซ้ำให้หมดสิ้นไป

5) หน่วยแต่ละระดับควรมีสิ่งอุปกรณ์อยู่ในความควบคุมเท่าที่จำเป็นสำหรับทำให้บรรลุภารกิจได้เท่านั้น

ค. วิธีการแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์

เพื่อให้สิ่งอุปกรณ์ถึงมือผู้ใช้หรือหน่วยใช้ ทั้งในยามปกติและยามสงครามจึงได้แบ่งวิธีการแจกจ่ายออกเป็น 2 วิธี คือ

1) การแจกจ่าย ณ ตำบลส่งกำลัง เป็นกรรมวิธีการแจกจ่าย สป.ของหน่วยจ่าย โดยให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยใช้ นำยานพาหนะไปรับ สป.จากหน่วยจ่าย ณ ตำบลส่งกำลัง หรือตำบลจ่าย ที่ให้การสนับสนุน

2) การแจกจ่าย ณ ที่ตั้งหน่วย (หรือจ่ายถึงหน่วย) เป็นกรรมวิธีการแจกจ่าย สป. โดยให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยจ่ายนำ สป.ขนส่งไปแจกจ่ายให้หน่วยใช้ถึงที่ตั้งหน่วย ของหน่วยใช้นั้น ๆ หรืออาจจ่ายถึงผู้ใช้โดยตรงก็ได้

ง. การเก็บรักษา

การเก็บรักษา คือ การดำเนินกรรมวิธีต่อสิ่งอุปกรณ์หลังจากรับ สป.เข้ามาสู่ระบบจนถึง สป.ได้ถูกแจกจ่ายออกไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีงานที่จะต้องดำเนินการ คือ การแยก สป.เป็นประเภท การเก็บไว้ ณ ตำบลที่กำหนด รวมทั้งการจัดระบบการรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์ด้วย

การเก็บรักษาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัย 3 ประการคือ สถานที่ กำลังคน และเครื่องยกขนหรือเครื่องทุ่นแรง ซึ่งในยามสงครามปัจจัยทั้ง 3 นี้ หาได้ไม่ง่ายนัก

วัตถุ ประสงค์ของการเก็บรักษา ก็คือ เก็บและป้องกันสิ่งอุปกรณ์ที่ได้รับเข้ามาจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องการ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการระวังรักษาสิ่งอุปกรณ์เป็นอย่างดี และในเมื่อต้องการใช้ก็จะต้องมีจำนวนเพียงพอ และอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ จะต้องวางแผนการเก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์ที่ได้รับอยู่เสมอ จะต้องใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแบบของพื้นที่ที่ใช้ในการเก็บรักษาในปัจจุบัน มีดังนี้.-

1) คลังเปิด หมายถึง พื้นที่เก็บรักษาที่จัดทำขึ้นกลางแจ้ง

ก) คลังเปิดพื้นเรียบ

ข) คลังเปิดไม่ปรับพื้น

2) คลังปิด หมายถึง พื้นที่เก็บรักษาที่มีหลังคา ซึ่งคลังปิดนี้จะหมายรวมทั้งคลังทั่วไปและคลังเฉพาะ

ก) คลังทั่วไป

ข) คลังเก็บเย็น

ค) คลังเก็บเชื้อเพลิง

ง) คลังเก็บกระสุนบนดิน

จ) คลังเก็บกระสุนแบบ Igloo

ฉ) คลังเก็บป้องกันความชื้น

นอกจากจะแบ่งตามลักษณะหรือแบบของพื้นที่เก็บรักษาแล้ว ยังสามารถออกได้ตามประเภทของ สป.ที่เก็บรักษา ตามภารกิจ ตามที่ตั้ง และตามรูปการจัด

3) คลังแบ่งประเภทตาม สป.ที่เก็บรักษา จะแบ่งได้เป็น คลัง สป.1 คลัง สป.2 คลัง สป.3 คลัง สป.4 และ คลัง สป.5

4) คลังแบ่งประเภทตามภารกิจ ได้แก่ คลังเฉพาะ คลังแจกจ่าย คลังสำรอง

5) คลังแบ่งประเภทตามที่ตั้ง ได้แก่ คลังกองบัญชาการช่วยรบ คลังส่วนภูมิภาค

6) คลังแบ่งประเภทตามรูปการจัด ได้แก่ คลังทั่วไป คลังสายงานและคลังสนาม

5. การจำหน่าย

ก. การจำหน่าย หมายถึง การตัดยอดสิ่งอุปกรณ์ออกไปจากความรับผิดชอบเนื่องจาก สูญไป สิ้นเปลืองไป (สป.สิ้นเปลือง) ชำรุดเสียหายจนไม่สามารถซ่อมคืนสภาพได้อยางคุ้มค่า เสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ สูญหาย ตาย เกินความต้องการ หรือล้าสมัยไม่ใช้ราชการต่อไป

ข. สาเหตุของการจำหน่าย

1) ชำรุดตามสภาพ

2) ชำรุดสูญหายเนื่องจากภัยธรรมชาติ

3) ชำรุดสูญหายจากการกระทำของบุคคล

ก) จากการกระทำของข้าศึก

ข) จากอุบัติเหตุ

ค) จากการบกพร่องหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่

ค. การแบ่งประเภทสิ่งอุปกรณ์เพื่อการจำหน่าย

1) สป.สิ้นเปลือง

2) สป.ถาวร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

ก) สป.ถาวรกำหนดอายุ

ข) สป.ถาวรไม่กำหนดอายุ

3) ชิ้นส่วนซ่อม

4) สป.มีชีวิต

ง. สภาพของสิ่งอุปกรณ์ที่จำหน่าย

1) สป.ใช้สิ้นเปลืองซึ่งใช้หมดไป

2) สป.ถาวรซึ่งหาย ชำรุดซ่อมไม่คุ้มค่า เสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้

3) สป.เกินต้องการ

4) สป.ล้าสมัย

จ. วิธีการจำหน่าย (การดำเนินการต่อซาก สป.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ได้กำหนดวิธีการจำหน่ายไว้ 4 วิธี คือ

1) การขาย

2) การแลกเปลี่ยน

3) การโอน

4) การแปรสภาพหรือทำลาย

ฉ. การจำหน่ายเป็นสูญ หมายถึง การจำหน่ายในกรณี สป.สูญไปโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิดชอบ หรือมีตัวผู้รับผิดแต่ไม่สามารถชดใช้ได้ หรือ สป.ที่จำหน่ายนั้นไม่สามารถขาย แลกเปลี่ยน โอน หรือแปรสภาพได้

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายพัสดุเป็นสูญไว้ดังนี้.-

1) ถ้าพัสดุนั้น มีราคาซื้อหรือได้มารวมกันไม่เกิน 200,000.-บาท ให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

2) ถ้าพัสดุนั้น มีราคาซื้อหรือได้มารวมกันเกินกว่า 200,000.-บาท ให้อยู่ในอำนาจของกระทรวงการคลังที่จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

6. การส่งกำลังของ ทบ.ไทย

ก. การแบ่งประเภทสิ่งอุปกรณ์ ในปัจจุบัน ทบ.ไทยแบ่งสิ่งอุปกรณ์ออกเป็น 5 ประเภท คือ.-

1) สป.1 ได้แก่ เสบียง (อาหาร) ที่ใช้บริโภคสำหรับคนและสัตว์

2) สป.2 ได้แก่ สิ่งของที่จ่ายไว้ประจำหน่วยหรือประจำกาย ตามที่ ทบ. กำหนดไว้เป็นอัตราจ่ายให้แก่หน่วยทหาร โดยระบุไว้ใน อจย.หรือ อสอ.หรือบัญชีแบ่งมอบอื่น ๆ เช่น อาวุธ, ยานพาหนะ และวิทยุ เป็นต้น

3) สป.3 ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันอุปกรณ์ ที่อยู่ในความรับผิดชอบทางการส่งกำลังของ พธ.ทบ.ซึ่งใช้เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องบิน เครื่องให้แสงสว่าง และเครื่องให้ความร้อน เป็นต้น

4) สป.4 ได้แก่ สป. รายการที่ ทบ. มิได้กำหนดอัตราจ่ายให้แก่หน่วยเป็นประจำไว้แต่เป็น สป.ที่จะต้องจัดหาเป็นครั้งคราวเพื่อตอบสนองความต้องการแก่หน่วย ซึ่งเป็น สป. นอกอัตรา เช่น เครื่องแต่งกายพิเศษ อาวุธพิเศษ ยานพาหนะพิเศษ และวัสดุป้อมสนาม เป็นต้น

5) สป.5 ได้แก่ กระสุน วัตถุระเบิด วัตถุเคมี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบทางการส่งกำลังของ สพ.ทบ.และ วศ.ทบ.เช่น กระสุน ระเบิดขว้าง ดินระเบิด เป็นต้น

สำหรับ สป.ชนิดอื่น ๆ ที่ ทบ.มิได้กำหนดรายการไว้ใน สป.ทั้ง 5 ประเภทที่กล่าวแล้วนั้นให้ถือว่าเป็น สป.เบ็ดเตล็ด เช่น น้ำ แผนที่ สิ่งของที่ยึดจากข้าศึก เป็นต้น

นอกจากการแบ่ง สป.ออกเป็น 5 ประเภทแล้ว ทบ.ยังได้กำหนดความรับผิดชอบในสิ่งอุปกรณ์ ให้แก่กรมฝ่ายยุทธบริการทั้ง 9 และ กรมฝ่ายกิจการพิเศษที่เกี่ยวข้อง(ตามระเบียบ ทบ.ว่าด้วยความรับผิดชอบในสิ่งอุปกรณ์ พ.ศ.2535) ดังนั้น จึงมีการแบ่ง สป.ออกเป็นประเภทตามความรับผิดชอบ ของกรมฝ่ายยุทธบริการ และ กรมฝ่ายกิจการพิเศษ อีกด้วย

ข. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท 1 (สป.1)

1) สป.1 หมายถึง เสบียง (อาหาร) ที่ใช้บริโภคสำหรับคนหรือสัตว์ที่ได้กำหนดเกณฑ์จ่ายไว้ตายตัวเป็นรายวัน โดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการต่าง ๆ และไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อการสนองความต้องการเฉพาะบุคคลแต่อย่างใด เสบียง (อาหารคน) ทบ.แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ

ก) เสบียงประเภท ก.หมายถึง อาหารสดและแห้งทุกชนิด รวมถึงเครื่องปรุงตามส่วนสัมพันธ์ด้วย ปกติแล้ว หน่วยใช้บริโภคตามรายการอาหารประจำวัน หรือตามรอบเสบียงกำหนด ซึ่งเสบียงประเภทนี้ ก่อนการรับประทานจะต้องทำการหุงต้มและปรุงแต่งเสียก่อน และเป็นเสบียงประเภทที่เสียง่าย หากจะเก็บอาหารสดให้ได้นานวันก็จะต้องเก็บไว้ในที่เก็บเย็น เช่น เนื้อสด ผักสด ไข่สด ปลาสด เป็นต้น

ข) เสบียงประเภท ข.หมายถึง อาหารประเภทเครื่องกระป๋อง หรืออาจบรรจุในภาชนะอื่นใดทำนองเดียวกันนี้ เสบียงประเภทนี้ สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ และเสียยากก่อนรับประทานอาจต้องอุ่นให้ร้อน หรือปรุงแต่งรสตามต้องการได้

ค) เสบียงประเภท ค.หมายถึง อาหารสำเร็จรูปบรรจุในภาชนะที่เหมาะสมหรืออาจเป็นเสบียงชุด ใช้รับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องหุงต้มหรือปรุงแต่งใด ๆ อีก เสบียงประเภทนี้ใช้รับประทานประทังชีวิตในกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อไม่สามารถประกอบเลี้ยงด้วยเสบียงอื่น ๆ ได้

ง) เสบียงประเภท ง. หมายถึง อาหารที่ใช้บริโภคสำหรับคนไข้หรือผู้ป่วยเจ็บ เพื่อชูกำลังคนไข้หรือให้ย่อยง่าย เช่น อาหารอ่อน นม. เนย และน้ำผลไม้ เป็นต้น

จ) เสบียงเสริมเบ็ดเตล็ด หมายถึง รายการสิ่งของจำเป็นต่อความสะดวกสบาย และอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของบุคคล เช่น ของใช้สอยส่วนบุคคล แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ไม้ขีดไฟ บุหรี่ และลูกกวาด เป็นต้น

2) การเบิกจ่าย สป.1

ก) การร้องขอหรือเบิกเสบียงประเภท ก.สำหรับเสบียงประเภท ก.นั้นหน่วยใช้ไม่ต้องดำเนินการเบิก เพียงแต่แจ้งยอดกำลังพลไปยังหน่วยให้การสนับสนุนเท่านั้น หน่วยสนับสนุนจะเป็นผู้ดำเนินการให้เอง โดยการยึดถือยอดกำลังพลประจำวันของหน่วยใช้นั้น ๆ เป็นเกณฑ์การจ่ายให้ตามวงรอบเสบียงที่กำหนด

ข) การร้องขอเสบียงประเภท ข.และเสบียงประเภท ค. ผบ.หน่วยใช้จะต้องดำเนินการตามระเบียบ โดยให้หน่วยใช้ระดับกองร้อยเป็นหน่วยเล็กที่สุดในการเบิกด้วยการใช้แบบฟอร์ม ใบเบิกที่สายพลาธิการกำหนดให้ แล้วเสนอใบเบิกนั้นไปตามสายการส่งกำลังจนถึงกอง พธ.พล.ที่ให้การสนับสนุน เพื่อดำเนินการให้ต่อไป

ค) เสบียงประเภท ง.การเบิกเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ส่งกำลังสายแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ

ง) เสบียงเสริมเบ็ดเตล็ด หน่วยเหนือจะเป็นผู้พิจารณาแจกจ่ายให้เป็นครั้งคราว ตามยอดกำลังพลของหน่วย และจะดำเนินการแจกจ่ายไปพร้อมกับการจ่ายเสบียงของหน่วยใช้นั้น ๆ

การแจกจ่ายเสบียงแต่ละประเภท หน่วยสนับสนุนโดยตรงจะดำเนินการแจกจ่ายตามสายการส่งกำลัง ซึ่งอาจจะกำหนดห้วงการแจกจ่ายตามวงรอบเสบียงหรือ ย่านเสบียงที่กำหนดไว้ใน รปจ.ของหน่วย

ค. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท 2 (สป.2)

1) สป.2 หมายถึง สป.ที่ ทบ.กำหนดอัตราจ่ายไว้ประจำหน่วยตาม อจย. หรือ อสอ.หรือบัญชีแบ่งมอบอื่น ๆ ที่ ทบ.กำหนดไว้ให้ ซึ่งเมื่อหน่วยเข้าทำาการรบแล้ว สป.2 ที่ได้รับจ่ายไว้ในครอบครองขั้นต้นนั้น อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการรบหรือสูญหายหรือชำรุดจนใช้การไม่ได้ หน่วยใช้นั้น ๆ จะต้องดำเนินการจัดหามาทดแทน วิธีการจัดหาตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไวั ระบบการส่งกำลัง สป.2 จึงแบ่งออกตามประเภทของสป.2 ได้เป็น 2 วิธี คือ สป.2 รายการ ที่ผู้บังคับบัญชาควบคุมการส่งกำลัง และมิได้ควบคุมการส่งกำลัง โดยผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือเป็นผู้กำหนดและมอบอำนาจ การอนุมัติให้กับผู้บังคับบัญชา ในระดับต่าง ๆ ไว้ด้วย ดังนั้น กรรมวิธีการเบิก สป.2 รายการที่ควบคุมและมิได้ควบคุมการส่งกำลัง จึงมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้.-

ก) สป.2 รายการที่ควบคุม หมายถึง สป.2 รายการใดก็ตามที่ ผบ.ยุทธบริเวณ มีบัญชีประกาศให้ควบคุมระบบการเบิกจ่าย หน่วยใช้จะต้องดำเนินการร้องขอ และเบิกจ่ายตามสายการบังคับบัญชา เพื่อการขอรับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติจ่าย สป.2 รายการนั้น ๆ ก่อน การดำเนินการเบิกตามสายการบังคับบัญชา มีระเบียบปฏิบัติตามลำดับดังนี้.-

กองพัน------->กรม------->กองพล------->กองทัพภาค-------->กองทัพบก

ข) สป.2 รายการที่มิได้ควบคุม หมายถึง สป.2 รายการที่มิได้มีการควบคุมระบบการเบิกจ่าย ซึ่งหน่วยใช้สามารถทำการเบิกจ่ายตามสายการส่งกำลังได้ การดำเนินการเบิกตามสายการส่งกำลังนั้น ให้หน่วยใช้ปฏิบัติตามลำดับดังนี้.-

หน่วยใช้->หน่วยสนับสนุนโดยตรง->หน่วยสนับสนุนทั่วไป->กรมฝ่ายยุทธบริการ-->กองทัพบก

ค) ระเบียบปฏิบัติในการร้องขอและเบิก สป.2 หน่วยใช้จะต้องทำบันทึกลงในเอกสารที่ใช้ ด้วยการแสดงเหตุผลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหาย หรือการใช้สิ้นเปลืองไปเนื่องจากการรบ โดย ผบ.หน่วยใช้เป็นผู้ทำบันทึกดังกล่าว

2) การจ่าย สป.2 หน่วยที่ให้การสนับสนุนจะทำการแจกจ่าย สป.2 ตามสายการส่งกำลังหรืออาจ "แจกจ่ายแบบสายตรง" ถึงที่ตั้งของหน่วยใช้โดยตรงหรืออาจเรียกว่า "การจ่ายแบบส่งผ่าน" เพื่อให้ สป.2 ถึงหน่วยใช้หรือผู้ใช้โดยตรงก็ได้ การแจกจ่ายวิธีนี้จะช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็วกว่าจ่ายตามสายการส่งกำลัง และเป็นวิธีที่หน่วยใช้พึงประสงค์มากที่สุดด้วย

ง. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท 4 (สป.4)

1) สป.4 หมายถึง สป.รายการที่ทบ.มิได้กำหนดเป็นอัตราจ่ายไว้ประจำ หน่วยใช้

หากแต่ว่า เมื่อหน่วยใช้มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการปฏิบัติภารกิจของตน ก็จะต้องดำเนินการเสนอความต้องการได้เป็นครั้งคราว และเมื่อเสร็จภารกิจหรือหมดความจำเป็นต่อการใช้ หรือเมื่อมีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ส่งคืน หน่วยใช้จะต้องดำเนินการส่งคืนหน่วยจ่ายตามระเบียบปฏิบัติที่ ทบ.กำหนด รายการ สป.4 ส่วนใหญ่ จะได้แก่ วัสดุป้อมสนามหรือยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ ทบ.กำหนดความรับผิดชอบให้กับสายยุทธบริการต่าง ๆ

2) การร้องขอและการเบิก การเสนอความต้องการและการเบิก สป.4 ทุกรายการหน่วยใช้จะต้องดำเนินการตามสายการบังคับบัญชา จนถึงผู้มีอำนาจอนุมัติให้ยืมหรือสั่งจ่ายได้

3) การจ่าย คงถือระเบียบปฏิบัติเช่นเดียวกับ สป.2 คือ อาจจ่ายตามสายการส่งกำลัง หรือจ่ายแบบสายตรงหรือแบบส่งผ่านก็ได้ เพื่อความรวดเร็วทันเวลา หรือถ้า สป.4 จำนวนน้อย อาจแจกจ่ายไปพร้อมกับการจ่ายเสบียงของหน่วยใช้ก็ได้

จ. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท 3 (สป.3)

1) สป.3 หมายถึง น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันอุปกรณ์ที่ ทบ.กำหนดความรับผิดชอบให้กับ พธ.ทบ.เป็นผู้ดำเนินการสนับสนุนหน่วยต่าง ๆ ใน ทบ.และหน่วยอื่น ๆ ตามคำสั่งของ ทบ.

2) การร้องขอและเบิก สป.3 โดยทั่วไปหน่วยใช้จะต้องดำเนินการขอรับการสนับสนุนตามสายการส่งกำลังขึ้นไปจนถึงผู้มีอำนาจสั่งจ่าย หน่วยใช้ระดับกรมลงมาจะได้รับเครดิตน้ำมันตามอัตราพิกัด เพื่อใช้เติมเต็มถังประจำรถและถังอะไหล่ ที่จัดไว้ตามอัตราของยานยนต์ชนิดนั้น ๆ เพื่อให้สามารถใช้ปฏิบัติการได้ทันทีในขั้นต้น และเมื่อได้ใช้พร่องลงแล้วก็จะต้องดำเนินการทดแทนให้เต็มอัตราพิกัดที่กำหนด ดังนั้น การเพิ่มเติมหรือทดแทน สป.3 ประเภท เชื้อเพลิงในหน่วยระดับกรมลงมาเมื่อปฏิบัติราชการในสนาม มีหลักปฏิบัติแบบง่าย ๆ อยู่ 2 ประการ คือ.-

ก) ใช้ถังเปล่าแลกเปลี่ยนถังน้ำมันเต็ม หรือใช้รถยนต์บรรทุกน้ำมันถังเปล่า แลกเปลี่ยนรถยนต์บรรทุกน้ำมันเต็มถัง ณ ตำบลจ่ายที่ให้การสนับสนุน

ข) ยานพาหนะที่ต้องไปปฏิบัติงานทางธุรการในพื้นที่ส่วนหลัง ก่อนที่จะกลับขึ้นไปยังพื้นที่ส่วนหน้าหรือที่ตั้งหน่วยของตน จะต้องทำการเติม สป.3 จากตำบลส่งกำลังหรือตำบลจ่าย สป.3 ในพื้นที่นั้น ๆ ให้เต็มถังประจำรถและถังอะไหล่ประจำรถเสียก่อน

3) การแจกจ่าย หน่วยจ่ายทำการจัดตั้งตำบลจ่าย สป.3 เพื่อสนับสนุนให้กับหน่วยใช้ อาจต้องทำเอกสารบันทึกการจ่ายน้ำมันของตนขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่แจกจ่าย และ เพื่อใช้เป็นหลักฐานการจัดทำรายงานสถานภาพ สป.3 ประจำวันของหน่วย ฉ. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท 5 (สป.5)

1) สป.5 หมายถึง กระสุน วัตถุระเบิด วัตถุเคมีชนิดต่าง ๆ ที่ได้จัดไว้ในความรับผิดชอบของสายสรรพาวุธ และสายวิทยาศาสตร์ของ ทบ.

2) ระบบการส่งกำลัง สป.5 มีระบบที่แตกต่างไปจากระบบการส่งกำลัง สป.ประเภทอื่น ๆ ฉะนั้น ก่อนที่จะศึกษาในรายละเอียดของระบบการส่งกำลัง สป.5 ให้เข้าใจดี จึงจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับอัตรากระสุนและวัตถุระเบิดที่ ทบ.กำหนดไว้เสียก่อน ดังนี้.-

ก) อัตรากระสุนมูลฐาน คือ จำนวนกระสุนที่ ทบ.กำหนดให้หน่วยใช้ระดับต่าง ๆ มีไว้เพื่อปฏิบัติการรบ หรือใช้ปฏิบัติการกรณีฉุกเฉินในขั้นต้น โดยกำหนดเป็นจำนวนนัดต่อกระบอกของแต่ละชนิดอาวุธนั้น ๆ ซึ่งทหารจะต้องนำไปเป็นบุคคล หรือด้วยยานพาหนะประจำหน่วย หรือด้วยเครื่องมือขนส่งชนิดอื่น สำหรับ สป.5 ชนิดอื่น ๆ ที่มีลักษณะและวิธีใช้แตกต่างไปจากกระสุน ตามรายการอนุมัติจ่าย อาจกำหนดหน่วยนับแตกต่างกันออกไป ซึ่ง สป.5 ชนิดต่าง ๆ เหล่านั้น มักจะกำหนดอัตรามูลฐานไว้เป็นหน่วย เพื่อให้มีใช้เป็นส่วนรวม เช่น หน่วยนับเป็นลูก หรือเป็นปอนด์ เป็นฟุต เป็นต้น และจำนวนอัตรามูลฐานนี้ แม่ทัพอาจกำหนดให้มากหรือน้อยลงได้ โดยการพิจารณาถึงจำนวนยานพาหนะในอัตราของหน่วย เป็นพื้นฐานในการกำหนดหรือพิจารณาจากแผนการยุทธที่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า ดังนั้น การเพิ่มเติมกระสุนอัตรามูลฐาน จึงเป็นความรับผิดชอบของ ผบ.หน่วยทุกระดับ จะต้องดำรงอัตรากระสุนมูลฐานในความรับผิดชอบ ให้มีจำนวนครบถ้วนอยู่เสมอ ตลอดจนการหมุนเวียนใช้เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตลอดไป

ข) อัตรากระสุนที่ต้องการคือ จำนวนที่หน่วยเหนือ หรือ หน่วยใช้ประมาณการว่าหน่วยใดหน่วยหนึ่ง มีความจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการตามภารกิจที่มอบหมายให้ และสามารถ ใช้ทำการรบได้อย่างเพียงพอ หรือต่อเนื่องในห้วงระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่จำกัดการใช้ สำหรับ สป.5 ชนิดอื่น ๆ จะทำประมาณความต้องการเป็นหน่วย เช่น ระเบิดขว้าง, ทุ่นระเบิดดักรถถัง, ดินระเบิด เป็นต้น การประมาณความต้องการ สป.5 โดยธรรมดาเป็นหน้าที่ของ สธ.4 กองพล จะประสานกับ สธ.3 กองพล แล้วกำหนดความต้องการขึ้น วิธีกำหนดความต้องการจะคิดเฉพาะอาวุธที่ใช้ทางยุทธวิธีในภารกิจนั้น ๆ โดยคิดเป็นจำนวนนัดต่อกระบอกจากประสพการณ์ในการรบครั้งที่แล้ว ๆ มาเป็นพื้นฐานในการประมาณการ

ค) อัตรากระสุนที่ใช้ได้คือ จำนวนกระสุนจำนวนหนึ่งที่จำกัดให้หน่วยใช้ดำรงความต่อเนื่องในการยิงเท่าที่ จำนวนกระสุนจะมีสนับสนุนให้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือ ตามห้วงระยะเวลาที่กำหนดให้ใช้ได้ โดยกำหนดเป็นจำนวนนัดต่อกระบอกต่อวัน ส่วนอาวุธใดที่หน่วยเหนือมิได้กำหนดอัตรากระสุนที่ใช้ได้ให้ อาวุธเหล่านั้นคงทำการรบด้วยการใช้ อัตรากระสุนมูลฐานของตนต่อไป โดยปกติ ผบ.ยุทธบริเวณ จะเป็นผู้กำหนดอัตรากระสุนที่ใช้ได้ ของแต่ละชนิดอาวุธตามความเหมาะสมกับภาวะการณ์นั้น ๆ ทั้งนี้ เพื่อควบคุมระบบการส่งกำลังกระสุนระหว่างหน่วยใช้และหน่วยที่ให้การสนับสนุนในระดับต่าง ๆ

ในระดับหน่วย กองทัพภาค, กองพล, กรม และ กองพัน อาจมีความจำเป็นต้องกำหนดอัตรากระสุนที่ใช้ได้ภายในหน่วยของตนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ก็ย่อมกระทำได้แต่มีหลักการพึงปฏิบัติอยู่ประการหนึ่ง คือ จะต้องไม่กำหนดอัตรากระสุนที่ใช้ได้ เกินกว่าอัตรากระสุนที่ใช้ได้ ซึ่งหน่วยเหนือขึ้นไปได้ประกาศใช้อยู่ในห้วงระยะเวลาที่กำหนด หมายถึง กำหนดให้น้อยกว่าได้นั่นเอง

3) การเบิก กองพล ไม่ทำการส่งกำลัง สป.5 ให้กับหน่วยรองโดยตรงแต่กองพลจะจัดตั้งสำนักงานกระสุนของกองพลขึ้นในบริเวณพื้นที่สนับสนุนของกองพลปฏิบัติงานโดย นายทหาร กระสุนของกองพล และเจ้าหน้าที่สายสรรพาวุธจำนวนหนึ่ง เพื่อควบคุมการใช้ สป.5 ในกองพล และทำหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยใช้กับหน่วยที่ให้การสนับสนุนระดับต่าง ๆตลอดจนการรวบรวมและรายงานสถานภาพ สป.5 ภายในกองพล เสนอไปยังสายงานที่รับผิดชอบต่อไป สำหรับแบบพิมพ์ ทบ.ที่ใช้ในการเบิกประสุนได้แก่ ทบ.468-512 ซึ่งหน่วยใช้ระดับกองพัน, กรม จะมีเจ้าหน้าที่ส่งกำลังกระสุนของหน่วย ดำเนินการรวบรวมความต้องการ ของหน่วยใช้ต่าง ๆ แล้วจัดทำเป็นใบเบิกขึ้น แล้วเสนอใบเบิกพร้อมกับนำยานพาหนะที่ใช้ลำเลียงไปยังสำนักงานกระสุนของกองพล เพื่อให้นายทหารกระสุนของกองพลตรวจความถูกต้อง และลงนามรับรองในใบเบิกกระสุนเสียก่อน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่กระสุนจะต้องเดินทางต่อไป เพื่อขอรับกระสุนจากตำบลส่งกำลังกระสุนของกองทัพ ณ พื้นที่ช่วยรบของกองทัพ

4) การจ่าย ณ ตำบลส่งกำลังกระสุนของกองทัพ จะทำการบรรทุกกระสุนให้ตามจำนวนที่ต้องการในใบเบิกของหน่วยใช้ ครั้นเมื่อหน่วยใช้ได้รับกระสุนครบตามจำนวนถูกต้องแล้วก็จะนำพาหนะเดิน ทางกลับไปยังที่ตั้งตำบลจ่ายกระสุนของตนเพื่อดำเนินการแจกจ่ายให้ผู้ใช้ต่อ ไป กรณีที่หน่วยใช้ได้รับกระสุนชนิดใดไม่ครบจำนวนตามรายการในใบเบิกในเที่ยว กลับให้เจ้าหน้าที่กระสุนไปแสดงหลักฐานและจำนวนที่ได้รับไม่ครบตามรายการ นั้น ๆ ให้กับนายทหารกระสุนของกองพลทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ได้รับในโอกาสต่อไป

ช. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทเบ็ดเตล็ด

1) น้ำ ตามธรรมดาแล้ว กองพันทหารช่างสนามของกองพล จัดตั้งตำบลจ่ายน้ำประปาขึ้นในพื้นที่ขบวนสัมภาระของกรม กรมละ 1 แห่ง และจัดตั้งอีกหน่วยมารับน้ำจากตำบลจ่ายน้ำที่ใกล้ที่สุดแล้วนำไปแจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง

2) แผนที่ พัน.ช.พล.จะ รับแผนที่จำนวนมาก ๆ สำหรับกองพล จากคลังแผนที่ของกองทัพ แล้วทำการจ่ายให้กับหน่วยต่าง ๆ ของกองพล และหน่วยขึ้นสมทบทั้งยังเก็บรักษาแผนที่สำรองของกองพลไว้ด้วย หน่วยใช้เสนอความต้องการแผนที่ไปยัง ผบ.ช.พล.ซึ่ง ผบ.ช.พล.จะคำนวณความต้องการแผนที่ภายใต้การกำกับดูแลของ สธ.2 กองพล การแจกจ่ายแผนที่ ในกองพล ให้ปฏิบัติตามลำดับความเร่งด่วนตามที่ สธ.2 กองพล กำหนด

3) สิ่งอุปกรณ์สายสารบรรณ กองร้อยกองบัญชาการกองพล (ร้อย บก.พล.) รับผิดชอบในการกำหนดความต้องการ เบิก รับเก็บรักษา และแจกจ่ายบรรดาสิ่งพิมพ์ทางการ เช่น คู่มือราชการสนาม คู่มือทางเทคนิค แบบฟอร์ม และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ให้แก่หน่วยต่าง ๆ ของกองพล หน่วยต่าง ๆ ระดับกองพัน เสนอใบเบิกผ่าน ร้อย บก.พล. ซึ่ง ร้อย บก.พล.จะสรุปใบเบิกเสนอไปยังคลังสิ่งพิมพ์ของกองทัพที่ให้การสนับสนุน

ซ. การควบคุมสิ่งอุปกรณ์ (Inventories Control)

1) การควบคุมสิ่งอุปกรณ์ เป็นกรรมวิธีในการจัดทำบัญชี การส่งกำลัง การแจกจ่าย การซ่อมคืนสภาพ และ/หรือ การจำหน่ายสิ่งอุปกรณ์ ซึ่งการดำเนินงานนี้ดำเนินการโดยผ่านทางระบบการรายงาน การคิดคำนวณและการประเมินค่าทำให้การปฏิบัติงานส่งกำลังมีความแน่นอนขึ้น ในรูปของการคิดงบประมาณและการจัดหา การจำหน่ายหรือการจัดสรร ปัจจัยพื้นฐานของระบบการควบคุมสิ่งอุปกรณ์ ได้แก่

ก) การทำแคตตาล๊อค ซึ่งรวมถึง การกำหนดหมายเลขควบคุม การลงบัญชึเอกสารข้อมูลการแจกจ่าย สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป การกำหนดมาตรฐานและข้อมูลการ

ใช้งาน

ข) การแจกจ่าย ซึ่งรวมถึงการกำหนดที่ตั้งคลัง ตรวจทานความต้องการพิเศษในการขนย้าย จัดให้มีใบรับวัสดุ แจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์ ดำรงรักษาข้อมูลความต้องการ และพัฒนาการวิเคราะห์ในการควบคุมการส่งกำลัง

ค) กำหนดแนวทาง ความต้องการ และทรัพยากร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กำหนดการในการซ่อมใหญ่ หรือซ่อมคืนสภาพ

ง) จำหน่ายวัสดุที่เกินความต้องการ เหลือใช้หรือเป็นเศษซาก ตามอำนาจ ที่กำหนดไว้โดยถูกต้อง การจำหน่ายอาจกระทำโดยส่งไปที่อื่น การบริจาค การขายทอดตลาด นำไปทิ้งหรือทำลาย

2) การควบคุมสิ่งอุปกรณ์ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การควบคุมทางการส่งกำลัง (Supply Control) และการควบคุมทางบัญชี (Stock Control)

ก) การควบคุมทางการส่งกำลัง คือ กรรมวิธีซึ่งสิ่งอุปกรณ์แต่ละชิ้นถูกควบคุมไว้โดยระบบการส่งกำลัง ระบบนี้รวมถึงการกำหนดความต้องการ การรับ การเก็บรักษา การจัดส่ง การแจกจ่าย การแบ่งมอบ การทำเครื่องหมายและการทำบัญชี

การควบคุมทางการส่งกำลัง เป็นวิธีการที่มีระเบียบสำหรับการรักษาดุลย์ที่เป็นไปได้ ระหว่างการส่งกำลังกับความต้องการสิ่งอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อจัดให้มีสิ่งอุปกรณ์ที่ต้องการได้ทันเวลา ป้องกันการสะสมสิ่งอุปกรณ์ไว้จนเกินอัตรา และพิจารณากำหนดปริมาณสิ่งอุปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อการแจกจ่ายใหม่หรือจำหน่ายไป ระบบนี้ต้องการข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ สถานภาพของการส่งกำลัง และความต้องการสิ่งอุปกรณ์ ซึ่งต้องทำให้ทันสมัยอยู่เสมอ และ ต้องทำแบบรวมการ

ส่วนประกอบหลักของระบบการควบคุมการส่งกำลัง ได้แก่.-

(1) นโยบายการส่งกำลังของหน่วย

(2) บันทึกการควบคุมทางบัญชี และรายงานการส่งกำลัง

(3) การคาดคะเนความต้องการทางการส่งกำลัง และสิ่งอุปกรณ์ที่มีอยู่

(4) ข้อมูลจากสถานภาพการส่งกำลังในอัตราปัจจุบันและอนาคต ของ สป.แต่ละรายการ

(5) ระบบกรรมวิธีข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะ ให้การสนับสนุนต่อการปฏิบัติงานส่งกำลังนั้น

ข) การควบคุมทางบัญชี คือ กรรมวิธีการรักษาข้อมูลต่าง ๆ ของปริมาณที่มีอยู่ และสภาพของสิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ที่ค้างรับ คงคลัง และค้างจ่าย ความมุ่งหมายของการควบคุมทางบัญชี ก็คือ การกำหนดปริมาณของสิ่งอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ และ/หรือ มีความต้องการเพื่อการแจกจ่าย และเพื่อความสะดวกในการจัดงานแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์

ระบบควบคุมทางบัญชี หมายถึง วิธีปฏิบัติต่าง ๆ ดังนี้.-

(1) การเบิกใช้มูลฐานตามระยะเวลา

(2) การค้นหาและการรายงานสิ่งอุปกรณ์ที่ขาดแคลน และเกินระดับการสะสม

(3) การทราบที่อยู่และการรายงานสิ่งอุปกรณ์ ที่เหลือใช้ และล้าสมัย ที่ใช้การไม่ได้ และที่ซ่อมแก้ไม่ได้

ประสิทธิภาพของการควบคุมทางบัญชีขึ้นอยู่กับ การบันทึกและการตรวจสอบเอกสารการควบคุมทางบัญชีอย่างรวดเร็วและถูกต้อง การตรวจช่วยเหลือและการแนะนำชี้แจง ตลอดทั่วทั้งหน่วยบัญชาการ รวมทั้งการใช้วิทยาการแผนใหม่เข้าช่วย จะทำให้ผู้จัดงานสามารถ ควบคุมสิ่งอุปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฌ. การประหยัดการส่งกำลัง

การ ประหยัดการส่งกำลัง เป็นความรับผิดชอบของ ผบ.หน่วยทุกระดับ และ มีความสำคัญมากที่สุดในเขตหน้า ซึ่งทหารทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังนิสัยในเรื่องพื้นฐานทางการปรนนิบัติ บำรุง และรักษายุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในความรับผิดชอบของตน และของหน่วยให้สามารถใช้การได้ ตลอดจน การถนอมรักษา การเก็บ การซ่อมบำรุง และการใช้อย่างประหยัด

การประหยัดการส่งกำลัง ต้องไม่คิดเพียงแต่ออมเท่านั้น นักการทหารจะต้องมองการไกล คือ ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในด้านทรัพยากร ที่จะให้การสนับสนุนทางส่งกำลังแก่ส่วนกำลังรบในแนวหน้า ซึ่งย่อมมีความต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อการสู้รบที่มีประสิทธิภาพอยู่ในครอบครองตลอดเวลา ดังนั้น การละเลยในเรื่องการประหยัดการส่งกำลัง อาจหมายถึงชีวิตหรือความพ่ายแพ้ก็ได้

นายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง จะต้องประสานกับฝ่ายยุทธการ เพื่อให้มั่นใจว่า ได้มีการฝึกหรือฟื้นฟูในเรื่องการประหยัดการส่งกำลังให้แก่ส่วนกำลังทุกหน่วย และเน้นเรื่องมาตรการ

ป้องกัน มิให้มีการละเมิดการประหยัดการส่งกำลัง

ตัวอย่างของการละเมิดการประหยัด การส่งกำลัง

1) ทหารละทิ้งหรือโยนทิ้งยุทธภัณฑ์เพื่อลดน้ำหนัก

2) การสะสมสิ่งอุปกรณ์เกินความจำเป็น หรือเกินกว่าที่ได้รับอนุมัติ

3) การใช้ยานพาหนะโดยไม่จำเป็น หรือไม่คุ้มค่า

4) การนำ สป.งดใช้การ ใช้ประโยชน์ก่อนการซ่อมบำรุง

5) ไม่ปฏิบัติตามระบบการซ่อมบำรุงตามที่ ทบ.กำหนด